แนวคิดการจัดเวทีระดมจิตใจ...Mind Storming

การประชุมในรูปแบบ “สุนทรียสนทนา” หรือ dialogue ซึ่ง เดวิด โบห์ม นักฟิสิกส์ควอนตัม ผู้ได้ชื่อว่าเป็นไอน์สไตน์คนที่สองเป็นผู้คิดค้นเมื่อหลายสิบปีมาแล้วอาจยังใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ในวันที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนถอยห่าง ปล่อยให้ความขัดแย้งเข้ามาแทรกกลาง กระแส “การฟังด้วยใจ” จึงได้เริ่มผลิบาน

นายสัตวแพทย์ปกรณ์ สุวรรณประภา หรือ หมอแมน ผู้บุกเบิกการจัดเวทีระดมจิตใจ หรือ Mind Storming กลยุทธการประชุมที่ใช้ ใจ...มอง...ใจ ได้นำสุนทรียสนทนามาปรับใช้ในกระบวนการ โดยผสมผสานเข้ากับเครื่องมืออื่นอย่าง “การสะท้อน” (reflection) และ “การฟังหยั่งลึก” (deep listening) เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เข้าร่วมเวที และนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน

หลังจากเคยผ่านประสบการณ์การทำงานที่หลากหลายมาก่อนหน้านี้ทั้งพนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการกรมปศุสัตว์ ช่วยราชการที่สภาพัฒน์ฯ ในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ช่วยราชการสำนักเลขานุการนายกฯ เพื่อทำวิจัยชุมชนเข้มแข็ง เป็นกรรมการมูลนิธิพัฒนาสี่แยกอินโดจีน และเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป) โดยต้องข้องเกี่ยวกับการจัดเวทีประชุมและเวทีฝึกอบรมมาตลอด ทำให้เขาอุทิศ ทุ่มเท จดจ่อ จนกระทั่งค้นพบการประชุมรูปแบบใหม่

ทุกวันนี้ หมอแมน ทำหน้าที่ ผู้เหนี่ยวนำกระบวนการ หรือ Mentor ในเวทีประชุมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยใช้ Mind Storming เป็นเครื่องมือหลัก ด้วยปรารถนาที่จะเห็นผู้เข้าร่วมเวที (Mentee) จับไม้จูงมือกันออกไปทำในสิ่งที่อดไม่ได้ที่จะทำ ตลอดจนค้นพบศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือ “คู่มือเล่มที่หนึ่ง”

MIND STORMING : The meeting in the 3rd ages

ระดมจิตใจ : รูปแบบการประชุมในยุคที่ 3

หนังสือที่ทำให้คุณมองการประชุมเปลี่ยนไป และได้ผลลัพธ์ต่างไปจากเดิมจนคาดไม่ถึง คำโปรยบนหน้าปกที่บอกถึงจุดประสงค์ของผู้เขียนซึ่งต้องการสะท้อนให้เห็นความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนเวทีการประชุมสู่รูปแบบใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย ตามที่ น.สพ.ปกรณ์ สุวรรณประภา กล่าวไว้

“ผมพบว่า รูปแบบการประชุมไม่เพียงถูกใช้กันในห้องประชุม แต่มันเป็นตัวบงการประวัติศาสตร์ตั้งแต่หน้าแรกของมนุษยชาติ การจัดตั้งโรงเรียน ศาสนสถาน หน่วยงานและองค์กรในรัฐบาลล้วนจำลองรูปแบบการประชุมในอดีต

“ฤทธิ์เดชของโรงงาน บริษัทคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและความสะดวกสบายเท่าที่เราจะหาได้บนโลกใบนี้ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบการประชุมในช่วงร้อยปีหลัง และรูปแบบนี้ กลายเป็นตัวเร่งเร้าให้คนรุ่นเรามาถึงทางตันด้านจิตใจ

“หนังสือเล่มนี้จึงไม่จำกัดเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับการประชุม แต่ยังเชื้อเชิญคนที่ถามหาคุณค่า ที่แท้ของชีวิตมาร่วมกันฝ่าทางตันออกไปสู่ภพภูมิใหม่ในปัจจัยเงื่อนไขชีวิตที่คุณมี ณ จุดที่คุณยืน”

หมอแมนให้คำจำกัดความของ Mind Storming ไว้ดังนี้

“เป็นหนึ่งในการประชุมรูปแบบใหม่ที่เหนี่ยวนำให้เราคิดต่างออกไป ทำต่างออกไป และได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป”

ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาภายนอก แต่ยังทำให้เข้าถึงคุณค่าแท้ภายในตนเองและนำศักยภาพที่ซ่อนเร้นออกมาใช้อย่างได้ผล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายและขัดแย้งรอบตัว”

ส่วนรายละเอียดภายในเล่มนั้นหาใช่วิชาการหนักสมองแต่อย่างใดไม่ แม้จะบอกเล่าอย่างมีหลักการ หากอ่านแล้วเพลิดเพลินด้วยตัวอย่างเรื่องเล่าสนุกๆ พร้อมนำแนวคิดของบุคคลสำคัญมาเติมไว้ให้เข้าใจหลักคิดต่างๆ ได้ชัดเจน นอกจากนั้นยังให้ความรู้ในเรื่องของรากศัพท์อันเป็นที่มาของคำศัพท์ เช่น “ในทศวรรษ 1950 คอมพิวเตอร์ รากศัพท์มาจากภาษาละตินแปลว่า เครื่องคำนวณ มันถูกใช้ทำหน้าที่สมองกลควบคุมเครื่องจักรในโรงงาน ก่อนหลุดออกมาเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล...” อีกทั้งภาพประกอบยังสวยงามเพิ่มความน่าอ่าน

นี่เป็นแค่ส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของเนื้อหาสาระเท่านั้น หากต้องการเสพอาหารสมองที่ว่าด้วยแนวคิดของยุคสมัยใหม่ ผู้ใฝ่รู้คงต้องลงมืออ่านด้วยตัวเอง แล้วจะพบคำตอบเองว่า...ถึงเวลาสลัดทิ้งรูปแบบการประชุมเก่าๆ เดิมๆ สุดล้าหลังไปได้แล้วหรือยัง

(ผู้เขียน : น.สพ.ปกรณ์ สุวรรณประภา / สำนักพิมพ์ : มูลนิธิวิถีสุข / ราคา : 245 บาท)

 

MIND STORMING : หิน สาม ก้อน

THREE LUMPS OF ROCK

คู่มือเล่มที่สองนี้เป็น หลักการจัดเวทีระดมจิตใจ สำหรับ ผู้เหนี่ยวนำกระบวนการ เป็นเสมือนบทเรียนต่อเนื่องจากคู่มือเล่มแรก ซึ่งขยายความเพิ่มเติมว่า Mind Storming ไม่ใช่การสนทนาแบบเรื่อยเปื่อย แต่เป็นการสนทนาที่เปี่ยมพลัง สง่างาม เรียบง่าย เพื่อทะลุทะลวงความเชื่อที่ครอบงำมนุษยชาติตั้งแต่ในยุคต้น ก้าวข้ามปัญหาที่จำเจ นำไปสู่การยกระดับความคิด และอดไม่ได้ที่จะลงมือทำ ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์แบบใหม่ตามที่ปรารถนา”

ส่วน หลักการหินสามก้อน เป็นหัวใจของ Mind Storming ที่ผู้เหนี่ยวนำกระบวนการ (mentor) ควรใส่ใจและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ หลักการดังกล่าวเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ประจักษ์แจ้งในตัวเอง มิใช่ประดิษฐ์ขึ้น แต่เป็นการค้นพบใหม่

หนังสือ หินสามก้อน เล่มนี้เน้น “ประสบการณ์ตรง” มากกว่า “ความรู้” โดยใช้กระบวนการเหนี่ยวนำให้ “ความรัก” เพื่อนมนุษย์เกิดขึ้นในเวที ให้ผู้เข้าร่วมเวทีสัมผัสได้ถึงความรักในหัวใจตนเอง และนำไปสู่การลงมือกระทำบางสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง โดยหลักการ หินสามก้อน ที่ว่านี้ได้แก่ หินก้อนล่าง ซึ่งเป็นเหมือนฐานหลัก คือ “สภาวะความเป็นเพื่อนมนุษย์” หินก้อนกลาง คือ “สภาวะความรักแบบเพื่อนมนุษย์” และ หินก้อนบน คือ “สภาวะอานุภาพแห่งความรักแบบเพื่อนมนุษย์”

หินทั้งสามก้อนนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อเกิดการพูดคุยด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรัก ความเข้าใจในกันและกัน อันจะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดได้ต่อไป แต่จะมีรายละเอียดน่าสนใจแค่ไหน เชื่อว่าผู้ที่ได้อ่านด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะรู้ซึ้งและเข้าใจ กระทั่งสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานจริงได้ด้วยดี

(ผู้เขียน : น.สพ.ปกรณ์ สุวรรณประภา / สำนักพิมพ์ : มูลนิธิวิถีสุข / ราคา : 245 บาท)

Last Updated (Tuesday, 27 October 2015 14:15)

 
CSR-CSV

สัมภาษณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริ

News image

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ : สัมภาษณ์ / บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช : ถ่ายภาพ ... อ่านเพิ่มเติม

SVOI เครื่องมือค้นหา “คุณค่าร่วม”

News image

การให้ความช่วยเหลือที่เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR-after-process ในรูปของการบริจาคเพื่อการกุศลกา... อ่านเพิ่มเติม

เมื่อการศึกษาติดกับดักการแข่งขัน บทสัมภาษณ์ ผศ. อร

News image

สัมภาษณ์ : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ, ธัชชัย วงศ์กิจรุ่งเรืองถ่ายภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์ ทุก ๆ ปีในช่ว... อ่านเพิ่มเติม

More in: CSR-CSV

Social Business

ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ครั้งที่ 6

News image

  สวัสดีปีใหม่ 2557  ปีแห่งพลังม้าฮ้อ ขอให้ทุกคนมีพลังที่คึกคักและมีความสุขสดชื่น ค้นพบความ... อ่านเพิ่มเติม

รู้หลักบริหารเครือข่าย เพื่อก้าวใหม่ของงานพัฒนาสัง

News image

สำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ (สภส.) เห็นความสำคัญของ “เครือข่าย” ในฐานะกลไกที่ทำให้การแก... อ่านเพิ่มเติม

Why collaboration will be key to achieving the Sus

News image

Since 2015, when the United Nations established a set of shared goals and targets for achieving su... อ่านเพิ่มเติม

More in: Social Business