คุณค่าและจุดมุ่งหมายในการสอนเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

Teaching Values and Purpose for Social Change
(บทความแปลจาก Stanford SOCIAL INNOVATION REVIEW Informing and inspiring leaders of social change)

คุณค่าและจุดมุ่งหมายในการสอนเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ถึงเวลาที่บรรดามหาวิทยาลัยต้องทบทวนว่าจะทำอย่างไรกับการนำเสนอการศึกษาด้านผลกระทบต่อสังคม การจัดลำดับความสำคัญจากประสบการณ์ และการเรียนรู้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวัตถุประสงค์ (purpose-based) เมื่อเริ่มต้นการแข่งขัน

โดย : Sabrina Beges / 4 กันยายน 2558
แปล
: สุนทรี นิกรปกรณ์

ขณะที่นักศึกษาส่วนใหญ่แสวงหางานที่มีความหมายในภาคสังคม สถาบันการศึกษาเองก็จำเป็นต้องนำเสนอการเรียนรู้จากประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเติบโตด้านชีวิตส่วนตัวและอาชีพการงานของนักศึกษา ความท้าทายอันซับซ้อนทั้งระดับท้องถิ่นและระดับโลกจำต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาด้วยนวัตกรรมซึ่งพัฒนามาจากประสบการณ์ ความสัมพันธ์ และคุณค่าที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างได้ผลสูงสุดของหลายฝ่ายที่ร่วมมือกัน ซึ่งการสอนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ไม่มีอยู่ในตำรา ดังนั้น ยิ่งเราทำให้นักศึกษาเข้าใกล้ปัญหาสังคมทั้งในและนอกห้องเรียนได้มากเท่าไร ก็หมายความว่าพวกเขาจะพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างรอบรู้และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ดิฉันได้ร่วมนำ หลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม (http://cddrl.fsi.stanford.edu/docs/program-social-entrepreneurship) ให้นักศึกษาได้เป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมการประกอบการตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่รั้วสถาบัน  ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกลุ่มนักศึกษาหรือผู้ประกอบการทางสังคม ล้วนเป็นไปด้วยแรงปรารถนา – และแรงกดดัน – ที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้แผ่ซ่านบนแผ่นผืนชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยมีแรงหนุนจากการแข่งขันและรางวัลช่วยกระตุ้นแรงให้ผู้เปลี่ยนแปลงทางสังคมกล้าที่จะเผชิญกับการทดลอง ล้มเหลว และลองใหม่อีกครั้ง

เมื่อเรื่องราวความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการทางสังคมกลายมาเป็นจุดสนใจของคนหนุ่มสาวมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าพวกเขาสมัครใจที่จะก้าวเข้าไปสู่สนามแห่งนี้ – ขับเคลื่อนหลักการ – บ่อยครั้งที่ขาดความฉลาด – ไปสู่ภาคสังคม ยกตัวอย่างเช่น ความปรารถนาที่จะตั้งองค์กรใหม่มักจะก่อหนี้เกินงบดุลบ่อยครั้งในการผลักดันความเปลี่ยนแปลงจากภายในให้ดำรงอยู่ในฐานะหนึ่งใน “ผู้ประกอบการ” (http://www.fastcompany.com/3046231/the-new-rules-of-work/the-rise-of-the-intrapreneur) จากการประเมินองค์กรไม่แสวงผลกำไรทั้งหมด 1.5 ล้านองค์กร (http://foundationcenter.org/getstarted/faqs/html/howmany.html) ในสหรัฐอเมริกาที่แข่งขันกันในการลดทรัพยากร เห็นได้ว่าไม่สมเหตุสมผลเสมอไปที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ในเมื่อสินค้าหรือบริการก็ยังมีอยู่ ความล้มเหลวอาจเป็นเหรียญตราแห่งเกียรติยศสำหรับผู้ประกอบการในซิลิคอน วัลเลย์ แต่สำหรับผู้ไม่หวังผลกำไรนั้น ทันทีที่ปิดประตู ก็จะทำให้ชุมชนที่พวกเขาพยายามให้บริการเสื่อมศรัทธา และยังสูญเสียทรัพยากรที่ควรจะได้โดยตรงไปที่อื่นหมด

ด้วยความติดใจในเรื่องนี้ เราจึงออกแบบหลักสูตรของเราเองเพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือสำหรับผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมรุ่นต่อไปในอนาคตได้เพิ่มพูนทักษะ – และความนอบน้อม – ซึ่งควรจะมีอย่างเต็มประสิทธิภาพในการทำงาน จากที่ได้ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งนอกและในห้องเรียน นักศึกษาที่ทำงานเคียงข้างกับองค์กรไม่แสวงผลกำไรจะเป็นพยานได้ดีว่าทำอย่างไรพวกเขาจึงจะปรับปรุงการเข้าถึงปัญหาสังคมในรูปแบบใหม่ๆ ได้ พวกเขาสามารถที่จะสังเกตการณ์ได้ด้วยว่าองค์กรเหล่านั้นจัดการกับความท้าทายด้วยความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ร่วม และ ความร่วมมือ – อันเป็นการเข้าถึงปัญหาขั้นพื้นฐานได้อย่างไร ซึ่งนั่นจะช่วยในการเตรียมคุณค่าแบบองค์รวมที่พวกเขาจะนำมาใช้ในอาชีพการงานในอนาคต การที่นักศึกษาจำนวนมากเรียนจบมาเพื่อจะแสวงหาอาชีพในภาคสังคม ยิ่งเป็นการเพิ่มความสำคัญให้กับหลักสูตรการศึกษาระดับสูงขึ้นไปและหลักสูตรความเป็นผู้นำในการที่จะรวมประสบการณ์การฝึกหัดขั้นพื้นฐานเข้าไปในหลักสูตรของพวกเขา  สำหรับหลักสูตรของเรามีหลักสำคัญดังนี้

  • เรียนรู้การมีส่วนร่วมกับชุมชน

นับเป็นฐานรากของรูปแบบการสอนของเรา นักศึกษาจะต้องทำงานในโครงการการเรียนรู้การบริการสำหรับองค์กรไม่แสวงผลกำไร และเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรประสบความสำเร็จในการนำเสนอเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขณะที่ทำการออกแบบการรณรงค์เพื่อระดมทุนที่ได้ผลระดับสูง หรือการเข้าร่วมสำรวจภาคสนาม นักศึกษาก็จะได้ทำงานในโครงการเพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรไปด้วย เป็นการเพิ่มทักษะในการฝึกฝนไปในตัว และในเวลาเดียวกัน พวกเขาจะได้ประสบการณ์เรื่องคุณค่าและวัฒนธรรมที่จะนำทางการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กร ในการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นภายนอกห้องเรียนนั้นจะช่วยสร้างทักษะการฟังและการมีอารมณ์ร่วม ในขณะที่การถามคำถามที่ท้าทายเกี่ยวกับเอกสิทธิ์และอคติก็จะปรากฏผ่านประสบการณ์ของพวกเขา ส่วนการทำงานกับกรรมการบริหารขององค์กรเป็นการเน้นย้ำให้เห็นการทำงานที่ต้องใช้ความมานะบากบั่นอันจะนำไปสู่การเริ่มต้น เติบโต และขยายองค์กรเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม – ขณะที่ตำราจะช่วยกำหนดการตัดสินใจในการทำงาน

  • มิตรภาพในการทำงานภาคสนาม

ให้โอกาสนักศึกษาได้รับใช้หุ้นส่วนที่ไม่แสวงผลกำไรของเราทั้งระดับนานาชาติหรือท้องถิ่นในการผลักดันโครงการเพื่อการเรียนรู้การให้บริการภาคสนามให้บรรลุผล ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้นักศึกษาได้ค้นพบบริบทปัญหาของท้องถิ่น ได้ร่วมมือกับภาคชุมชนโดยตรง และได้ทดสอบระบบนิเวศซึ่งองค์กรดำเนินการอยู่ได้มากยิ่งขึ้น ทัศนมิติเช่นนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองของนักศึกษาในการมองปัญหาให้ลึกซึ้งขึ้น รวมทั้งบอกวิธีการในการออกแบบหลักสูตรหรือการแทรกแซงให้กับพวกเขาอีกด้วย การฝึกงานในหลักสูตรอย่าง Alternative Spring Break (https://web.stanford.edu/group/ASB/cgi-bin/prod/about) เป็นงานอาสาสมัครที่นักศึกษาจะสละเวลาช่วงวันหยุดมาทดลองงานทางสังคมในชุมชนท้องถิ่นของพวกเขาเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมผลกระทบทางสังคมซึ่งจะทำให้พวกเขาได้ต่อตรงกับปัญหาทางสังคมที่มักจะอยู่ห่างจากชีวิตประจำวันของพวกเขา

  • เข้าถึงกลุ่มความร่วมมือ

หลักสูตรของเรายังช่วยเสริมความสำคัญของความร่วมมือประดุจอิฐที่ใช้สร้างตึกสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จากที่ได้เห็นความล้มเหลว (http://www.theguardian.com/commentisfree/2009/nov/24/africa-charity-water-pumps-roundabouts) ของโครงการพัฒนาหลายโครงการ แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการองค์กรนั้น แม้จะมีความตั้งใจที่ดีทว่าขาดความร่วมมือของชุมชน จะไม่ใช่แค่ล้มเหลว แต่อาจเสี่ยงกับการต่อต้านจากชุมชนที่องค์กรพยายามรับใช้ เราจึงอยากเน้นย้ำในเรื่องการก้าวผิดตั้งแต่ในห้องเรียนและเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างด้วยแบบจำลองที่แข็งแกร่งจากความร่วมมือในชุมชนของพวกเรา หมายรวมถึง Global Women’s Water Initiative (GWWI) (http://www.globalwomenswater.org/) ซึ่งทำงานร่วมกับกลุ่มสตรีชาวแอฟริกันในการสร้างความเหมาะสมทางวัฒนธรรม สร้างแหล่งข้อมูลในท้องถิ่น และสร้างเทคโนโลยีน้ำสะอาดที่ยั่งยืน โดยสตรีที่มีความโดดเด่นในด้านนี้หลายคนได้เริ่มสานงาน GWWI ในแอฟริกาตะวันออกแล้วกลายมาเป็นทั้งผู้ฝึกและผู้ดำเนินการด้านน้ำด้วยตัวเอง นักศึกษาเองก็ได้เกร็ดความรู้ในเรื่องนี้พร้อมเรียนรู้การสร้างความไว้วางใจในชุมชน เนื่องจากว่าการแก้ไขปัญหาที่กำหนดจากภายนอกนั้นนำมาใช้จริงแทบไม่ได้ เราได้ทำการจำลองแบบคุณค่าของความร่วมมือภายในห้องเรียนด้วยการจัดกลุ่มนักศึกษาให้เป็นทีมเพื่อมอบหมายงานการเรียนรู้การบริการ ให้นำไปสร้างทักษะ ทัศนมิติ และประสบการณ์ที่มีความหลากหลายเพื่อแบ่งงานตามที่ได้รับมอบหมาย การทำงานแบบเป็นทีมเน้นย้ำถึงธรรมชาติของการให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะทำให้เห็นถึงคุณค่าของการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความคิดเห็นหลากหลายที่ไม่ได้เกิดมาจากคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว แต่เป็นการเก็บเกี่ยวความรู้ของกลุ่ม

  • เชื่อมต่อกับเป้าหมายของเยาวชน

งานวิจัย (http://www.williamdamon.com/the-path-to-purpose/) มุ่งเน้นถึงบทบาทสำคัญของครูและมหาวิทยาลัยในการช่วยคนหนุ่มสาวให้เชื่อมถึงเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น – บางสิ่งที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะค้นพบสำหรับคนวัยเยาว์ เรากำลังทำการทดลองในหลักสูตรแนวใหม่และโปรแกรมการฝึกฝนที่ส่องให้เห็นภาพเบื้องลึกของคำถามได้กว้างขึ้นผ่านแบบฝึกหัดและภาพสะท้อนจากการทำงาน

หลักสูตรอย่างเช่น Echoing Green’s  Work on Purpose (http://www.echoinggreen.org/work-on-purpose/curriculum) ช่วยให้เยาวชนได้เชื่อมถึงเป้าหมายได้ลึกซึ้งขึ้น และค้นพบหนทางที่จะทำให้โลกใบนี้ดีกว่าเดิม ส่วนหลักสูตรอย่าง Transformative Action Institute (http://www.transformativeaction.org/)  และ Amani Institute (http:mailto:http//amaniinstitute.org) ก็เป็นเครื่องมือช่วยให้นักเปลี่ยนแปลงที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้เพิ่มทักษะตามที่อยากเป็นให้มากขึ้นทั้งในเรื่องการสะท้อนตนเอง ความถ่อมตัว ความยืดหยุ่น และความอ่อนไหวต่อวัฒนธรรม – เรื่องของคุณภาพก็มีความจำเป็นในการจัดการกับประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนของสังคม ความคิดริเริ่มเหล่านี้ได้ก่อเกิดเป็นการศึกษาด้านความเป็นผู้ประกอบการทางสังคมในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยปลูกฝังคุณค่าและสำนึกในเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมในการเตรียมคนทำงานด้านผลกระทบของสังคมรุ่นอนาคต

ขณะที่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมดึงดูดบัณฑิตคลื่นลูกใหม่ แต่ที่หนักกว่านั้นคือ การศึกษาในระดับสูงขึ้นไปจะตอบสนองได้ก็ด้วยการเตรียมประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงจากการทำงานร่วมกับภาคชุมชน สนับสนุนด้านมิตรสัมพันธ์ของนักศึกษา ตลอดจนทำการทดลองด้วยหลักสูตรการขับเคลื่อนจุดมุ่งหมาย ทำให้เราสามารถเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาของเราได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของความท้าทายและความซับซ้อนในการทำงานการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ถึงเวลาที่จะวางเรื่องของรางวัลและการแข่งขันเอาไว้ก่อน แล้วหันมามุ่งเน้นกับการฝึกฝนผู้สร้างการขับเคลื่อนสังคมที่จะใช้จุดมุ่งหมายและคุณค่าในการนำทางเพื่อสรรค์สร้างผลงานอันเปี่ยมด้วยความหมายและยืนยงยิ่งขึ้นให้กับสังคม

ซารีนา เบเจส (Sarina Beges [@sbeges]) ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการแห่ง Stanford’s Center on Democracy, Development and the Rule of Law  เธอได้บรรจุวิชาผู้ประกอบการทางสังคมและผู้นำด้านประชาธิปไตยบรรจุไว้ในหลักสูตรวิชาการเพื่อยกระดับงานวิจัยและการเรียนการสอนของสแตนฟอร์ดให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้เธอยังช่วยผลักดันและบริหารหลักสูตรด้านผู้ประกอบการทางสังคมของสแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มที่ร่วมมือกับ Haas Center for Public Service

Copyright © 2015 Stanford University

Designed by Arsenal, Developed by Hop Studio

Last Updated (Thursday, 01 October 2015 13:26)